ผมใช้ Grammarly มาตั้งแต่ยุคที่ยังเป็นแค่ตัวเช็ค grammar สีแดงๆ ขึ้นใต้คำผิด ใช้เป็น extension ขีดเส้นใต้แกรมม่าใน MS office หลักๆ ผมเพียงตอนเขียนอีเมลคุยงานกับลูกค้าฝรั่งหรือเขียน proposal ส่งทีม เพราะภาษาอังกฤษเราไม่ใช่เจ้าของภาษา พิมพ์เร็วๆ มันมักหลุดแกรมม่า
และอีกส่วนก็คือการใช้ในการปรับโทนเสียงของงานเขียน บางครั้งเราต้องการโทนที่เป็นทางการ หรือบางครั้งต้องการความสนิทสนมที่มากกว่า ซึ่งตอนนั้นเราก็รู้สึกได้ว่า Grammarly นี่มันเก่งมากๆ
พอ AI มาขิง ทุกอย่างเปลี่ยน
แต่พอ ChatGPT, Claude มา ผมเริ่มลืมไปแล้วว่ายังเคยมี Grammarly เพราะ user แบบผมเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม จากเดิมที่ “เขียนเอง แล้วให้ Grammarly ช่วยขัด” กลายเป็น “บอก AI ว่าอยากได้อะไร แล้วให้มันเขียนให้เลย” ซึ่งเป็นคนละ workflow กันเลย
อีเมลที่เคยต้องนั่งเรียบเรียงเอง ตอนนี้แค่พิมพ์ prompt สั้นๆ ว่า “เขียนอีเมลขอเลื่อน deadline โทน professional แต่ไม่แข็งเกินไป” จบใน 10 วินาที ตรงนี้แหละที่ Grammarly เจอ disruption ตรงๆ เพราะมันเป็นแค่ตัวช่วย “ขัด” แต่ AI generation มันข้ามขั้นตอนเขียนไปเลย คนใช้ไม่ต้องเขียนร่างเองตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ
หลังจากนั้นมา ผมแทบจะไม่ได้เข้า Grammarly อีกเลย จนแทบลืมไปด้วยซ้ำ จนกระทั่งเห็น email marketing ของ Grammarly เข้า inbox ของผม เลยทำให้อยากรู้ว่า ตอนนี้ Grammarly เป็นยังไงบ้าง
การปรับตัวของ Grammarly
สิ่งที่น่าสนใจคือ Grammarly ไม่ได้พยายามแข่งเป็น “ChatGPT อีกตัว” แต่เลือก position ใหม่เป็น layer ที่ทำงานคู่กับ AI ที่คนใช้อยู่แล้ว จุดเปลี่ยนใหญ่คือเดือนตุลาคม 2025 บริษัทแม่ rebrand เป็น Superhuman ส่วนตัวโปรดักต์ Grammarly ยังใช้ชื่อเดิมอยู่ แล้วรวมเข้ากับ Coda, Superhuman Mail, Superhuman Go เป็น suite เดียว สัญญาณชัดว่าเขาไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ writing tool แล้ว แต่เป็น AI productivity platform เต็มตัว
กลยุทธ์ที่ผมเห็นมีสามอย่าง
อย่างแรก เน้น “ทำงานทุกที่ที่คุณเขียนอยู่แล้ว” ไม่ต้อง copy paste ไปมาระหว่าง chatbot กับ Gmail หรือ Slack ตรงนี้คือจุดที่ Grammarly ได้เปรียบจริงๆ เพราะมันฝังตัวอยู่ใน 1 ล้านกว่าแอปมานานแล้ว ในขณะที่ ChatGPT/Claude ต้องเปิดแยกหน้าต่าง ใครเขียนอีเมลบ่อยๆ จะรู้ว่าการสลับ tab มันทำลาย flow การทำงานพอสมควร แต่ทั้งนี้ก็มีคู่แข่งกับ AI ตัวอื่นๆ ที่เริ่ม Plugin กับบริการของตัวเอง
อย่างที่สอง แตก feature จาก “AI ตัวเดียวที่ทำได้ทุกอย่าง” เป็น specialized agents หลายตัว เช่น Paraphraser agent ที่ปรับ tone ตาม audience, Reader Reactions agent ที่ทำนายว่าคนอ่าน (หัวหน้า ลูกค้า) จะตีความยังไงก่อนกดส่ง ผมว่าแนวคิดนี้ตอบโจทย์ pain point จริงของคนเขียนอีเมลงาน เพราะปัญหาจริงไม่ใช่ “เขียนไม่ออก” แต่คือ “เขียนแล้วไม่รู้ว่าคนอ่านจะรู้สึกยังไง”
อย่างที่สาม ที่ผมว่าแปลกแต่ฉลาดคือมี feature ตรวจจับ AI-generated text ในตัว คือสวนทางกับ trend ที่ทุกคนพยายามให้ AI เขียนแทนทั้งหมด แต่ Grammarly เลือกเล่นบทบาทเป็นตัวช่วยให้งานเขียนยังคง “เสียงของคุณ” อยู่ แม้จะใช้ AI ช่วยร่างก็ตาม นี่คือการ differentiate จาก raw AI generation ตรงๆ เลย
สรุปทิศทางตอนนี้และอนาคต
ตอนนี้ Grammarly ไม่ได้แข่งกับ ChatGPT หรือ Claude ตรงๆ แล้ว แต่วาง position เป็น “middle layer” ระหว่าง raw AI กับ workflow จริงของคนทำงาน เน้นขายเรื่อง tone, ความน่าเชื่อถือ, และการรักษาตัวตนในงานเขียน มากกว่าจะมาแข่งสร้างเนื้อหายาวๆ ตั้งแต่ศูนย์
ฝั่งองค์กรก็ชัดว่าเขาดันเรื่อง ROI หนักมาก อ้างว่าองค์กรที่ใช้ประหยัดเฉลี่ยหลักพันดอลลาร์ต่อพนักงานต่อปี ซึ่งเป็น narrative ที่เปลี่ยนจาก “เครื่องมือเช็คตัวสะกด” ไปเป็น “เครื่องมือเพิ่ม productivity ทั้งองค์กร” เต็มตัว
ผมมองว่าทิศทางนี้สมเหตุสมผล เพราะถ้า Grammarly พยายามแข่งเป็น general-purpose AI ตรงๆ คงสู้ผู้เล่นใหญ่ไม่ได้อยู่แล้ว แต่การเลือกอยู่ตรง “จุดที่คนเขียนงานจริงๆ” และทำตัวเป็นตัวกรองคุณภาพ/tone ก่อนกดส่ง น่าจะเป็น niche ที่ยังอยู่ได้ยาวๆ คำถามที่น่าคิดต่อคือ ถ้า AI เขียนได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนแทบไม่ต้องแก้ tone แล้ว จุดยืนแบบนี้ของ Grammarly จะยังอยู่ได้อีกนานแค่ไหน เพราะเอาจริงๆ ตอนนี้ ตัว AI ก็สามารถปรับตัวและขยับตามมาเรื่อยๆ อยู่ดี